Siam Thanat Hack Co., Ltd.

PCI DSS v4.0.1: การประเมินช่องโหว่, ASV Scan, Pentest และ Segmentation Testing

มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสำหรับองค์กรที่จัดเก็บ ประมวลผล ส่งผ่าน หรืออาจส่งผลต่อความปลอดภัยของข้อมูลบัตรชำระเงิน

สรุปภาพรวมข้อกำหนด
กลุ่มเป้าหมายที่บังคับใช้
ผู้ประกอบการ, ธนาคาร, Payment Processor และ E-commerce ที่รับและจัดเก็บบัตรเครดิต
ความถี่ในการทดสอบ
สแกน VA ภายในและ ASV ภายนอกทุกไตรมาส (Req 11.3), Pentest ปีละ 1 ครั้ง (Req 11.4) และทดสอบ Segmentation ทุก 6-12 เดือน (Req 11.4.5/11.4.6)
ขอบเขตการทดสอบ
Cardholder Data Environment (CDE), Connected-to Systems, Payment APIs, Network Perimeter
ความเสี่ยงหากไม่ปฏิบัติตาม
ค่าปรับหรือผลจากการไม่ปฏิบัติตามขึ้นกับหลักเกณฑ์ของเครือข่ายบัตรที่เกี่ยวข้อง ต้องตรวจเงื่อนไขกับเครือข่ายบัตรและธนาคารผู้รับบัตร ไม่ใช่อัตราค่าปรับกลางที่ PCI SSC กำหนด

การวางแผนทดสอบตาม PCI DSS v4.0.1

จุดเริ่มต้นคือขอบเขต Cardholder Data Environment หรือ CDE และระบบที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของ CDE ไม่ใช่เฉพาะหน้ารับชำระเงิน

PCI DSS 11.4: จากขอบเขต CDE สู่หลักฐานการแก้ไข: กำหนดวิธีทดสอบ, กำหนดขอบเขต, ทดสอบหลายมิติ, ใช้รอบที่กำหนด, แก้ไขและทดสอบซ้ำ, เก็บหลักฐาน
PCI DSS 11.4: จากขอบเขต CDE สู่หลักฐานการแก้ไข

Requirement 11.4 เชื่อม Methodology, CDE Scope, การทดสอบภายในและภายนอก การแก้ไข และ Retest เป็นหลักฐานชุดเดียว

  • กำหนดวิธีทดสอบ — ใช้แนวทางที่อุตสาหกรรมยอมรับและบันทึก Methodology
  • กำหนดขอบเขต — ครอบคลุม CDE Perimeter, Critical Systems และการควบคุมที่ใช้ลด Scope
  • ทดสอบหลายมิติ — ทดสอบภายใน ภายนอก Application Layer, Network Layer และ Segmentation
  • ใช้รอบที่กำหนด — ทดสอบอย่างน้อยทุก 12 เดือนและหลังการเปลี่ยน Infrastructure หรือ Application ที่มีนัยสำคัญ
  • แก้ไขและทดสอบซ้ำ — แก้ช่องโหว่ตามความเสี่ยงและทำ Pentest ซ้ำเพื่อยืนยันผล
  • เก็บหลักฐาน — เก็บผล Pentest และผลการแก้ไขไว้อย่างน้อย 12 เดือน
  • จัดทำ Data Flow Diagram และ Asset Inventory เพื่อกำหนดขอบเขต CDE, Connected-to Systems และ Security-Impacting Systems อย่างแม่นยำ
  • Requirement 11.3 กำหนดการสแกนช่องโหว่ภายในแบบ Authenticated Scan และการสแกนภายนอกผ่าน PCI SSC ASV ทุกไตรมาส (Quarterly)
  • Requirement 11.4 กำหนดการทดสอบเจาะระบบทั้ง Network และ Application Layer ทั้งภายนอกและภายในอย่างน้อยทุก 12 เดือน พร้อม Retesting
  • Requirement 11.4.5 และ 11.4.6 กำหนดการทดสอบยืนยันการแบ่งแยกเครือข่าย (Segmentation Verification) ทุก 12 เดือนสำหรับร้านค้า และทุก 6 เดือนสำหรับผู้ให้บริการ

PCI DSS v4.0.1 / CDE SCOPING & GOVERNANCE

โครงสร้างมาตรฐาน PCI DSS v4.0.1 และการกำหนดขอบเขต CDE

PCI DSS v4.0.1 กำหนดให้องค์กรระบุขอบเขต Cardholder Data Environment (CDE) และระบบทั้งหมดที่เชื่อมต่อหรือส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลบัตร ก่อนเริ่มกระบวนการทดสอบทางเทคนิค

ผังขอบเขต CDE แสดงระบบข้อมูลบัตร ระบบเชื่อมต่อ ระบบความปลอดภัย และระบบที่ถูกแยกออก
PCI DSS 4.0.1: การกำหนดขอบเขต CDE และระบบที่เกี่ยวข้อง

การระบุขอบเขตอย่างถูกต้องเป็นรากฐานของการตรวจประเมิน หากระบบที่เชื่อมต่อกับ CDE ตกหล่น จะทำให้ขอบเขตการทดสอบและการรับรองล้มเหลวทันที

  1. 1. ระบุข้อมูลบัตรเป้าหมาย — จำแนก CHD (PAN, Expiry, Cardholder Name) และ SAD (CVV, PIN Blocks)
  2. 2. Cardholder Data Environment (CDE) — บุคลากร กระบวนการ เซิร์ฟเวอร์ และระบบที่จัดเก็บ ประมวลผล หรือส่งผ่านข้อมูลบัตร
  3. 3. Connected-to Systems — ระบบที่เชื่อมต่อกับ CDE ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีเส้นทางเครือข่ายเข้าสู่ CDE ได้
  4. 4. Security-Impacting Systems — ระบบที่ส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัย เช่น Active Directory, Bastion Host, SIEM, Firewall
  5. 5. Out-of-Scope Systems — ระบบภายนอกที่ถูกตัดขาดการเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์ด้วย Segmentation ที่ผ่านการทดสอบ
  • กลุ่มผู้มีหน้าที่ตามมาตรฐาน: ครอบคลุมร้านค้า (Merchants), สถาบันการเงินผู้รับบัตรและผู้ออกบัตร (Acquirers/Issuers), ผู้ประมวลผลธุรกรรม (Processors) และผู้ให้บริการ (Third-Party Service Providers - TPSPs) ที่จัดเก็บ ประมวลผล หรือส่งผ่านข้อมูลผู้ถือบัตร (Cardholder Data: CHD) หรือข้อมูลการพิสูจน์ตัวตนที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Authentication Data: SAD)
  • ขอบเขตของ CDE: ประกอบด้วยบุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยีที่จัดการข้อมูลบัตร รวมถึง Connected-to Systems (ระบบที่เชื่อมต่อกับ CDE) และ Security-Impacting Systems (ระบบที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของ CDE เช่น Active Directory, Bastion Host, SIEM, Firewall)
  • เส้นทางการประเมินตามระดับธุรกรรม: แบ่งตามปริมาณธุรกรรม (Levels 1 ถึง 4) ตั้งแต่การทำแบบประเมินตนเอง (Self-Assessment Questionnaire: SAQ A, A-EP, B, C, D) ไปจนถึงการตรวจรับรองหน้างานโดย Qualified Security Assessor (Report on Compliance: ROC)
  • ผลบังคับใช้ของข้อกำหนด v4.0.1: ข้อกำหนดใหม่ใน v4.0.1 เช่น Authenticated Scanning (11.3.1.2), Targeted Risk Analysis (11.3.1.1), และ Multi-Tenant Testing Support (11.4.7) มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568
มุมมองเชิงเทคนิคและการตรวจประเมิน

การจัดทำ Data Flow Diagram และ Asset Inventory ที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด หากตกหล่นระบบที่เชื่อมต่อกับ CDE การตรวจประเมินของ QSA หรือการยื่น SAQ จะถือว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน

PCI DSS REQ 11.3 / VULNERABILITY ASSESSMENTS & ASV

ข้อกำหนด Vulnerability Assessment (VA) ภายใน และ ASV Scan ภายนอก (ข้อ 11.3)

Requirement 11.3 บังคับให้ตรวจหา จัดลำดับความสำคัญ และแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยทางเทคนิคอย่างต่อเนื่อง โดยแยกเป็น 2 กระบวนการคู่ขนานระหว่างการสแกนระบบภายในและการสแกนจากภายนอกผ่าน ASV

ผังสองแทร็ก Internal Authenticated Scan และ External ASV Scan สู่รายงานผ่านเกณฑ์สี่ไตรมาส
PCI DSS 11.3: การสแกนช่องโหว่ภายในและ ASV Scan ภายนอก

Internal VA ต้องใช้ Authenticated Scan เพื่อมองเห็นช่องโหว่จริงภายในระบบ ส่วน External Scan ต้องใช้รายงานทางการจากผู้ให้บริการ ASV เท่านั้น

  1. 1. สแกนภายในด้วยสิทธิ์ (11.3.1.2) — ทำ Internal Authenticated Scan ทุกไตรมาสเพื่อตรวจลึกถึงระดับ OS และ Config
  2. 2. แก้ไขช่องโหว่ High / Critical — อุดช่องโหว่ระดับสูงตามเกณฑ์ข้อ 6.3.1 และจัดการความเสี่ยงต่ำตาม Targeted Risk Analysis (11.3.1.1)
  3. 3. Rescan ยืนยันปิดช่องโหว่ — สแกนซ้ำภายในกรอบเวลาที่กำหนดเพื่อยืนยันว่าไม่มีช่องโหว่ตกค้าง
  4. 4. สแกนภายนอกผ่าน ASV (11.3.2) — สแกนระบบ Internet-facing ทุกไตรมาสผ่าน Approved Scanning Vendor ที่รับรองโดย PCI SSC
  5. 5. เกณฑ์ Passing Scan รายไตรมาส — ต้องไม่มีช่องโหว่ CVSS ≥ 4.0 และไม่มีข้อบกพร่อง Automatic Failure ครบทั้ง 4 ไตรมาสต่อปี
  • การประเมินช่องโหว่ภายใน (Internal VA: ข้อ 11.3.1): ต้องสแกนช่องโหว่เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และระบบใน CDE อย่างน้อยทุก 3 เดือน (Quarterly) และต้องแก้ไขช่องโหว่ High และ Critical (ตามข้อ 6.3.1) ให้หมด พร้อมทำ Rescan เพื่อยืนยันว่าช่องโหว่ถูกปิดจริง
  • ข้อกำหนด Authenticated Scanning (ข้อ 11.3.1.2): การสแกนภายในต้องใช้สิทธิ์ Credentialed Access ที่มีสิทธิ์เพียงพอ (Sufficient Privileges) เพื่อให้เครื่องมือสแกนสามารถเข้าถึงข้อมูลแพตช์และคอนฟิกภายใน OS ได้อย่างแม่นยำ หากมีอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Credentials ต้องทำเอกสารบันทึกเหตุผลและมาตรการชดเชย
  • การจัดการช่องโหว่ความเสี่ยงปานกลางและต่ำ (ข้อ 11.3.1.1): ช่องโหว่ที่อยู่นอกเหนือจาก High/Critical ต้องได้รับการแก้ไขตามกรอบเวลาที่ระบุในเอกสาร Targeted Risk Analysis (TRA ตามข้อ 12.3.1)
  • การสแกนภายนอกผ่าน Approved Scanning Vendor (ASV Scan: ข้อ 11.3.2): ระบบ Internet-facing และ External IP ทั้งหมดในขอบเขตหรือที่เชื่อมต่อกับ CDE ต้องได้รับการสแกนทุก 3 เดือน โดยหน่วยงานที่ได้รับการรับรองเป็น ASV จาก PCI SSC เท่านั้น
  • เกณฑ์การตัดสินผ่านของ ASV (Passing Scan): ผลการสแกนจะผ่านได้เมื่อไม่มีช่องโหว่ที่มีคะแนน CVSS ตั้งแต่ 4.0 ขึ้นไป และไม่มีช่องโหว่กลุ่ม Automatic Failures (เช่น SQL Injection, XSS, Directory Traversal, หรือซอฟต์แวร์ Out-of-support) โดยต้องได้ใบรับรองผลผ่านครบ 4 ไตรมาสต่อปี
  • การสแกนหลังการเปลี่ยนแปลงระบบสำคัญ (Significant Change: ข้อ 11.3.1.3 และ 11.3.2.1): ทุกครั้งที่มีการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐาน ปรับคอนฟิกไฟร์วอลล์ หรือติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ที่มีนัยสำคัญ ต้องทำ Internal VA และ External Scan ซ้ำทันที
มุมมองเชิงเทคนิคและการตรวจประเมิน

การทำ Internal VA สามารถดำเนินการโดยบุคลากรภายในที่มีความรู้และมีความเป็นอิสระทางองค์กร หรือผู้ให้บริการภายนอก แต่ External Scan ตามข้อ 11.3.2 บังคับว่าต้องใช้เครื่องมือและรายงานจาก PCI SSC Approved Scanning Vendor (ASV) เท่านั้น ห้ามใช้ผลสแกนจากเครื่องมือทั่วไปโดยไม่มีการรับรอง ASV

PCI DSS REQ 11.4 / PENETRATION TESTING

ข้อกำหนดการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing: ข้อ 11.4)

Requirement 11.4 กำหนดให้ทำ Penetration Testing เพื่อจำลองการโจมตีเชิงรุก พิสูจน์ความสามารถในการเจาะผ่านระบบ และยืนยันว่าการควบคุมความปลอดภัยของ CDE ป้องกันการบุกรุกได้จริง

วงจร Pentest ห้าขั้นตอนจากระเบียบวิธีและการทดสอบ CDE ถึงการแก้ไข Retest และเก็บหลักฐาน
PCI DSS 11.4: วงจรการทดสอบเจาะระบบ CDE เชิงลึก

Pentest ต้องดำเนินการโดยผู้ทดสอบที่มีความเป็นอิสระทางองค์กร และต้องทำการ Retest เพื่อยืนยันว่าช่องโหว่ที่โจมตีได้ถูกปิดสนิทก่อนออกรายงานฉบับสมบูรณ์

  1. 1. ระเบียบวิธีและ Use Case (11.4.1) — อิงมาตรฐานสากล (NIST/OWASP/PTES) พร้อมนำประวัติภัยคุกคาม 12 เดือนมาร่วมออกแบบ
  2. 2. ทดสอบภายนอกและภายใน (11.4.2 & 11.4.3) — จำลองการโจมตี Perimeter และ Internal Attack เข้าสู่ CDE อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  3. 3. ครอบคลุม Network & Application — ทดสอบทั้งโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และ Web Application/API ตามหมวดความเสี่ยงข้อ 6.2.4
  4. 4. แก้ไขและ Retesting (11.4.4) — อุดช่องโหว่ที่โจมตีได้จริง (Exploitable) และทำการทดสอบเจาะระบบซ้ำเพื่อยืนยันผล
  5. 5. เก็บหลักฐาน 12 เดือน — เก็บรวบรวมรายงานผล รายละเอียดการแก้ไข และหลักฐาน Retest เพื่อแสดงต่อผู้ตรวจประเมิน QSA
  • ระเบียบวิธีทดสอบมาตรฐานสากล (Methodology: ข้อ 11.4.1): ต้องมีเอกสารและปฏิบัติตามแนวทางการทดสอบที่ยอมรับในอุตสาหกรรม (เช่น NIST SP 800-115, OWASP WSTG, PTES) ครอบคลุมทั้งแนวราบและแนวดิ่ง
  • รอบการทดสอบภายนอกและภายใน (External & Internal Pentest: ข้อ 11.4.2 & 11.4.3): ต้องทดสอบทั้งจากภายนอกเครือข่าย (External Perimeter) และจากภายในเครือข่าย (Internal Network เข้าสู่ CDE และภายใน CDE) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหลังการเปลี่ยนแปลงระบบสำคัญ
  • ครอบคลุม Network และ Application Layer: ทดสอบระบบเครือข่าย อุปกรณ์ไฟร์วอลล์ สวิตช์ ระบบปฏิบัติการ และเว็บแอปพลิเคชัน/API ที่จัดการธุรกรรมชำระเงิน ครอบคลุมช่องโหว่ตามข้อ 6.2.4 (Injection, Broken Access Control, Authentication Flaws ฯลฯ)
  • การวิเคราะห์ประวัติภัยคุกคามรอบ 12 เดือน: แผนการทดสอบต้องนำข้อมูลภัยคุกคามและช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจริงกับองค์กรหรืออุตสาหกรรมในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามาร่วมออกแบบ Use Case การทดสอบ
  • การแก้ไขและการ Retest ยืนยันปิดช่องโหว่ (ข้อ 11.4.4): ช่องโหว่ที่สามารถใช้โจมตีได้จริง (Exploitable Vulnerabilities) ต้องได้รับการแก้ไข และต้องทำการทดสอบเจาะระบบซ้ำ (Retest) เพื่อยืนยันว่าการแก้ไขได้ผลจริงก่อนปิดรายงาน
  • การเก็บรักษาหลักฐานไม่น้อยกว่า 12 เดือน: ต้องเก็บรายงานผลการทดสอบเจาะระบบ แผนปรับปรุงแก้ไข และหลักฐาน Retest ไว้อย่างน้อย 12 เดือน เพื่อแสดงต่อ QSA ในรอบการตรวจประเมิน
  • ข้อกำหนดสำหรับ Multi-Tenant Service Providers (ข้อ 11.4.7): ผู้ให้บริการคลาวด์และโฮสติ้งที่มีลูกค้าหลายรายร่วมใช้ทรัพยากร ต้องสนับสนุนกระบวนการทดสอบ External Pentest ของลูกค้า (มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568)
มุมมองเชิงเทคนิคและการตรวจประเมิน

ผู้ทดสอบเจาะระบบต้องมีความเป็นอิสระทางองค์กร (Organizational Independence) จากผู้ดูแลระบบและทีมนักพัฒนา แม้ไม่จำเป็นต้องถือใบรับรอง QSA หรือ ASV แต่ต้องมีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ เช่น OSCP, GPEN, หรือ CREST

PCI DSS REQ 11.4.5 / 11.4.6 / SEGMENTATION VERIFICATION

การทดสอบการแบ่งแยกเครือข่าย (Segmentation Verification Testing: ข้อ 11.4.5 & 11.4.6)

หากองค์กรใช้ Network Segmentation เพื่อลดขอบเขตการกำกับดูแล CDE มาตรฐานบังคับให้ต้องทดสอบเจาะระบบเพื่อยืนยันว่าระบบภายนอกขอบเขตไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ามายัง CDE ได้จริง

ผังส่ง Packet Probes จากเครือข่ายนอกขอบเขตถึงไฟร์วอลล์ CDE และถูกบล็อก พร้อมรอบทดสอบ
PCI DSS 11.4.5/11.4.6: การทดสอบยืนยันการตัดแยกโซน CDE

การตรวจ Segmentation ต้องพิสูจน์ด้วยการส่งข้อมูลจริงจากภายนอกขอบเขต CDE ห้ามอิงเพียงเอกสารหรือกฎไฟร์วอลล์บนกระดาษโดยเด็ดขาด

  1. 1. ระบุจุดตัดแยกทุกรูปแบบ — ตรวจสอบไฟร์วอลล์, Router ACLs, VLANs, และ Microsegmentation ระหว่าง Out-of-Scope กับ CDE
  2. 2. ส่ง Packet Probing จากภายนอก — ยิง Port Scan และ Packet Probes จากเครือข่ายภายนอก (Corporate LAN, Wi-Fi, Dev) มุ่งสู่ CDE
  3. 3. พิสูจน์ Zero Ingress / Egress — ยืนยันว่าไม่มีพอร์ตหรือเส้นทางใดที่ยอมรับการเชื่อมต่อที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าสู่ CDE
  4. 4. รอบความถี่ตามประเภทองค์กร — ร้านค้า (Merchants) ทดสอบทุก 12 เดือน ส่วนผู้ให้บริการ (Service Providers) ทดสอบทุก 6 เดือน
  5. 5. การรับมือ Segmentation Failure — หากพบพอร์ตเปิด ระบบนั้นอาจต้องรวมในขอบเขต CDE ต้องแก้ไขไฟร์วอลล์และ Retest จนผ่าน
  • หลักการทดสอบ Segmentation: ผู้ทดสอบจะส่งสัญญาณและสแกนพอร์ต (Port Scanning / Probing) จากเครือข่ายภายนอกขอบเขต CDE (เช่น Corporate LAN, Guest Wi-Fi, สาขา หรือระบบทดสอบ) ยิงตรงมายัง CDE เพื่อยืนยันว่าไม่มีการเปิดช่องทางรับส่งข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • ครอบคลุมทุกเทคโนโลยีการแบ่งแยก: ต้องทดสอบกลไกควบคุมการแยกส่วนทุกรูปแบบที่มีการใช้งานจริง เช่น ไฟร์วอลล์, Router ACLs, VLANs, Microsegmentation, และ Virtual Switch / Hypervisor Isolation
  • รอบการทดสอบสำหรับร้านค้าและองค์กรทั่วไป (Merchants: ข้อ 11.4.5): ต้องทดสอบประสิทธิผลการแบ่งแยกเครือข่ายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงกลไกหรือโครงสร้างการแบ่งแยกเครือข่าย
  • รอบการทดสอบสำหรับผู้ให้บริการ (Service Providers: ข้อ 11.4.6): สำหรับ Service Provider มาตรฐานกำหนดให้ต้องทดสอบ Segmentation อย่างน้อยทุก 6 เดือน (Semi-Annually) และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงกลไกแบ่งแยกเครือข่าย
  • การแยกส่วนระบบตามระดับความปลอดภัย (ข้อ 2.2.3): ต้องทดสอบยืนยันว่าระบบที่มีฟังก์ชันหรือระดับความเสี่ยงต่างกันได้รับการแยกส่วนอย่างเด็ดขาด ไม่สามารถใช้เป็นจุดก้าวกระโดด (Lateral Movement) เข้าสู่ CDE ได้
  • ผลของการเกิด Segmentation Failure: หากพบว่าระบบนอกขอบเขตสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ CDE ได้ ระบบนั้นจะตกเข้ามาเป็นขอบเขต CDE ทันที ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการตรวจรับรอง จนกว่าจะแก้ไขกฎไฟร์วอลล์และ Retest สำเร็จ
มุมมองเชิงเทคนิคและการตรวจประเมิน

การทดสอบ Segmentation ไม่ใช่การตรวจดูเอกสารหรือกฎไฟร์วอลล์บนหน้าจอ แต่เป็นการส่ง Traffic จริงจากภายนอกขอบเขตเพื่อพิสูจน์ว่าพอร์ตและโปรโตคอลทั้งหมดถูกบล็อกตามนโยบาย Least Privilege

PCI DSS REQ 11 / TECHNICAL ASSURANCE TAXONOMY

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง VA, ASV Scan, Pentest และ Segmentation Testing

Requirement 11 กำหนดกลไกการทดสอบความปลอดภัย 4 รูปแบบที่มีเป้าหมาย ขอบเขต ความถี่ และข้อกำหนดผู้ทดสอบแตกต่างกันอย่างชัดเจน

มิติการประเมิน ข้อกำหนด ขอบเขตระบบ (Scope) ความถี่ในการทดสอบ คุณสมบัติผู้ทดสอบ เกณฑ์การผ่านผล (Passing Criteria)
Internal Vulnerability Assessment (VA) Requirement 11.3.1 / 11.3.1.2 ระบบ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายทั้งหมดภายในขอบเขต CDE อย่างน้อยทุก 3 เดือน (Quarterly) และหลังการเปลี่ยนแปลงระบบสำคัญ บุคลากรภายในที่มีความเป็นอิสระ หรือผู้เชี่ยวชาญภายนอก (ไม่จำเป็นต้องเป็น ASV หรือ QSA) แก้ไขช่องโหว่ High และ Critical (ตามข้อ 6.3.1) ให้หมด และทำ Rescan ยืนยัน พร้อมทำ Authenticated Scan ตามข้อ 11.3.1.2
External Vulnerability Scanning (ASV Scan) Requirement 11.3.2 / 11.3.2.1 ระบบและ IP ภายนอก (Internet-facing) ที่อยู่ในหรือเชื่อมต่อกับ CDE อย่างน้อยทุก 3 เดือน (Quarterly) และหลังการเปลี่ยนแปลงระบบสำคัญ PCI SSC Approved Scanning Vendor (ASV) เท่านั้น ไม่มีช่องโหว่ CVSS ≥ 4.0 และไม่มีช่องโหว่กลุ่ม Automatic Failure โดยต้องได้ Attestation of Scan Compliance ครบ 4 ไตรมาสต่อปี
Penetration Testing (Internal & External) Requirement 11.4.1 – 11.4.4 ขอบเขต CDE Perimeter, Critical Systems, Network และ Application Layer อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (Annually) และหลังการเปลี่ยนแปลงระบบสำคัญ ผู้ทดสอบเจาะระบบที่มีความเป็นอิสระทางองค์กร (ใบรับรองที่แนะนำ: OSCP, GPEN, CREST) แก้ไขช่องโหว่ที่โจมตีได้ (Exploitable Vulnerabilities) ทั้งหมด และทำ Retest เพื่อยืนยันการปิดช่องโหว่ก่อนปิดรายงาน
CDE Segmentation Verification Testing Requirement 11.4.5 & 11.4.6 กลไกแบ่งแยกเครือข่ายทั้งหมด (Firewall, VLAN, ACL, Microsegmentation) ที่ตัดแยกระบบนอก CDE ออกจาก CDE ร้านค้า: อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง | Service Provider: อย่างน้อยทุก 6 เดือน (และหลังเปลี่ยนระบบ) ผู้ทดสอบเจาะระบบที่มีความเป็นอิสระทางองค์กร (ไม่จำเป็นต้องเป็น ASV หรือ QSA) พิสูจน์ด้วยการส่ง Packet และ Scan Port จากเครือข่ายนอกขอบเขต แล้วพบว่าไม่สามารถเข้าถึง CDE ได้อย่างเด็ดขาด (Zero Ingress/Egress Unauthorized Access)
มุมมองเชิงเทคนิคและการตรวจประเมิน

ผู้ตรวจประเมิน QSA จะตรวจสอบหลักฐานแยกกันทั้ง 4 รายการ องค์กรไม่สามารถนำผล ASV Scan มาทดแทน Penetration Testing หรือนำรายงาน Pentest มาอ้างอิงแทนการทดสอบ Segmentation โดยเด็ดขาด

ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดและการทดสอบความปลอดภัย

สรุปรายละเอียดประกาศ บทบัญญัติ และขอบเขตการทดสอบความปลอดภัยที่จำเป็น

ประกาศ และข้อกำหนด สาระสำคัญ ขอบเขตการทดสอบ รอบเวลาทดสอบ
Requirement 11.3.1 Internal Vulnerability Scanning (Authenticated Scan) ระบบและเซิร์ฟเวอร์ภายในขอบเขต CDE ทั้งหมด อย่างน้อยทุก 3 เดือน (Quarterly) และหลังการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
Requirement 11.3.2 External Vulnerability Scanning (ASV Scan) ระบบ Internet-facing และ External IP ของ CDE อย่างน้อยทุก 3 เดือน (Quarterly) โดย PCI SSC Approved Scanning Vendor
Requirement 11.4.2 & 11.4.3 External & Internal Penetration Testing ขอบเขต CDE Perimeter, Critical Systems, Network และ Application Layer อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหลังการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
Requirement 11.4.4 Remediation and Retesting of Exploitable Flaws ช่องโหว่ความปลอดภัยที่ค้นพบจากการทำ Pentest แก้ไขตามระดับความเสี่ยงและทำ Retest ซ้ำจนกว่าจะปิดช่องโหว่
Requirement 11.4.5 CDE Segmentation Verification Testing (Merchants) Network Isolation ระหว่างระบบนอกขอบเขตและ CDE อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหลังเปลี่ยนกลไกการแยกส่วน
Requirement 11.4.6 CDE Segmentation Verification Testing (Service Providers) Network Isolation และ Firewall Controls ของ Service Provider ทุก ๆ 6 เดือน และหลังเปลี่ยนกลไกการแยกส่วน

เครื่องมือประเมินความพร้อม

คลิกเลือกรายการที่องค์กรของท่านได้ดำเนินการแล้ว เพื่อคำนวณระดับความพร้อมเบื้องต้น

0%

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามและข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับข้อกำหนดและการตรวจประเมินตามมาตรฐาน

PCI DSS v4.0.1 ข้อ 11.4 กำหนดการทำ Penetration Testing ไว้อย่างไร?

Requirement 11.4 บังคับให้ทำ Penetration Testing ทั้งภายนอก (External) และภายใน (Internal) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานหรือแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมทั้ง Network และ Application Layer และต้องแก้ไขช่องโหว่ที่โจมตีได้พร้อมทำ Retest ยืนยันผล

การประเมินช่องโหว่ภายใน (Internal VA: ข้อ 11.3.1) มีข้อกำหนด Authenticated Scan อย่างไร?

ข้อ 11.3.1.2 ใน PCI DSS v4.0.1 (มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ 31 มีนาคม 2568) กำหนดให้การสแกนช่องโหว่ภายในต้องใช้สิทธิ์ Credentialed Scan ที่มีสิทธิ์เพียงพอในการตรวจสอบระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ภายใน และต้องทำอย่างน้อยทุก 3 เดือน พร้อมแก้ไขช่องโหว่ High และ Critical

ASV Scan ตามข้อ 11.3.2 คืออะไร และมีเกณฑ์การตัดสินผ่าน (Passing Scan) อย่างไร?

ASV Scan คือการสแกนช่องโหว่ภายนอกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจาก PCI SSC (Approved Scanning Vendor) ต้องทำอย่างน้อยทุก 3 เดือน โดยเกณฑ์ผ่านคือต้องไม่มีช่องโหว่ที่ได้คะแนน CVSS ตั้งแต่ 4.0 ขึ้นไป และไม่มีช่องโหว่ประเภท Automatic Failure เช่น SQL Injection หรือ Unsupported Software

การทดสอบ CDE Segmentation Testing (ข้อ 11.4.5 & 11.4.6) ต้องทำบ่อยแค่ไหน และมีความสำคัญอย่างไรต่อการลด Scope?

หากองค์กรใช้ Network Segmentation เพื่อลดขอบเขต CDE ข้อ 11.4.5 กำหนดให้ร้านค้าและองค์กรทั่วไปต้องทดสอบยืนยันประสิทธิผลของการแยกเครือข่ายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งและหลังเปลี่ยนระบบ ส่วนข้อ 11.4.6 บังคับให้ Service Provider ต้องทดสอบอย่างน้อยทุก 6 เดือนและหลังเปลี่ยนระบบ เพื่อยืนยันว่าระบบนอก CDE ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลบัตรได้จริง

ความแตกต่างระหว่าง Vulnerability Assessment (VA), ASV Scan และ Penetration Testing คืออะไร?

VA และ ASV Scan (ข้อ 11.3) เป็นการสแกนแบบอัตโนมัติทุกไตรมาสเพื่อค้นหารายการช่องโหว่ที่รู้จัก (Known CVEs) ขณะที่ Penetration Testing (ข้อ 11.4) เป็นการจำลองการโจมตีเชิงรุกโดยผู้เชี่ยวชาญปีละ 1 ครั้ง เพื่อพิสูจน์การเจาะผ่านระบบและการขโมยข้อมูลบัตรจริง ส่วน Segmentation Testing เป็นการทดสอบเจาะระบบเพื่อพิสูจน์ความสมบูรณ์ของการตัดแยกเครือข่าย

เอกสารต้นทางฉบับทางการ

ดาวน์โหลดมาตรฐาน PCI DSS ฉบับทางการได้ที่คลังเอกสารของ PCI SSC

ไปยังแหล่งทางการ

ขอใบเสนอราคา